วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

    เช็คโรคร้ายจากอาการปวดท้อง +_+

                สำหรับใครที่มีอาการปวดท้องจากหลากหลายสาเหตุ อย่าได้นิ่งนอนใจไป ควรเช็คโรคต่าง ๆ จากอาการปวดท้องหรือใครที่มักจะปวดท้องบ่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าปวดท้องเพราะอะไร มีวิธีการเช็คโรค จากอาการปวดท้องมาบอก...  ดังนี้ครับ 


  ไส้ติ่งอักเสบ  จะปวดท้องด้านขวา ล่าง ต่ำกว่าระดับของสะดือ อาจมีอาการหนาว หรือมีไข้ เบื่ออาหาร กินข้าวไม่ลง


  ตับอ่อนอักเสบ จะปวดใต้ลิ่นปี่ ร้าวไปหลัง ปวดมากๆ บางคนมีประวัติ ดื่มเหล้า เบียร์มาก แต่บางคนเกิดจากนิ่วถุงน้ำดีหล่นมาอุด พวกนี้จะไม่มีประวัติดื่มแอลกอฮอล์


  กระเพาะอาหาร กลุ่มนี้จะปวดใต้ลิ่นปี่ ร้าวไปหลังได้คล้ายๆ ตับอ่อนอักเสบ แต่ถ้าแค่กระเพาะอักเสบอาการจะไม่รุนแรงมาก ปวดเฉพาะลิ้นปี่ ด้านล่าง จะไม่ปวด ผู้ป่วยยังพอเดินได้ ถ้ากระเพาะอาหารทะลุ จะมีอาการปวดลิ้นปี่รุนแรง มักปวดด้านล่างร่วมด้วย ส่วนใหญ่ด้านล่างขวา แต่บางทีก็ปวดทั่วท้องเลย เดินไม่ไหว ต้องหามส่งโรงพยาบาล


  ลำไส้อุดตัน ส่วนใหญ่มักปวดเป็นพักๆ บีบๆ เหมือนอะไรวิ่งเป็นลูกๆ ในท้อง มีอาการ ไม่ถ่าย ไม่ผายลม มักมีประวัติเคยผ่าตัดช่องท้อง
                
               ดังนั้น ถ้าปวดท้องรุนแรง ต้องรีบพบแพทย์เมื่อรู้ตัวว่ามีอาการปวดจากโรคกระเพาะอาหาร สิ่งที่จะต้องปฏิบัติก็คือกินอาหารให้ตรงเวลา หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด กินผักและผลไม้สม่ำเสมอ ถ้าดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ด้วยจะต้องเลิกโดยเด็ดขาดนะครับ
        

                           ครั้งหน้าปวดท้อง อย่าลืมตรวจดูว่าอาการปวดท้องนั้นเกิดจากอะไร จะได้รักษาได้ถูกอาการครับ




ขอบคุณข้อมูลจาก มูลนิธิหมอชาวบ้าน

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

10 เรื่องง่ายๆ ที่ทำให้สุขภาพดี

       เรามีวิธีง่ายๆ ที่จะทำให้คุณสุขภาพดีตลอดไป แค่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคุณเพียงนิดหน่อยเท่านั้นครับ

1.สำรองผลไม้ในตู้เย็น
ผัก ผลไม้ที่ควรสำรองในตู้เย็นอย่าให้ขาด ได้แก่ กะหล่ำปลี แครอท ส้ม แอปเปิ้ล ซึ่งนอกจากจะมีประโยชน์มากสำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนักตัวแล้ว การรับประทานผักผลไม้เป็นประจำ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย

2.เหงือกดี ด้วยน้ำชายามเช้า
องค์การอาหารและยาของสหรัฐและสวีเดนบอกว่า การบ้วนปากในช่วงเช้าด้วยน้ำชาจะช่วยลดแบคทีเรียในช่องปากได้ เนื่องจากสารโพลีฟีนอลจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของฟันผุ ส่วนการดื่มชาหลังมื้ออาหารก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเหงือกได้

3.ดื่มน้ำมากขึ้น
การดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 แก้วจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50 % เชียวล่ะ

4.เปลือยเท้า คลายเครียด
การย่ำเท้าเปล่าไปบนทรายหรือสนามหญ้านุ่มๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายเนื่องจากการเดินเท้าเปล่าจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

5.รับแสงแดดอ่อน
มีข้อมูลจากการวิจัยระบุว่า ผู้หญิงที่ไม่ค่อยโดนแดดเอาเสียเลยมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิงที่อยู่ในเมืองที่มีแดด เนื่องจากแสงแดดช่วยสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกาย แต่การโดนแดดจัดในช่วงบ่ายๆ ก็เป็นอันตรายเช่นกัน ควรรับแดดอ่อนๆในช่วงเย็นจะดีกว่า

6.หันมาทานขนมปังโฮลวีทกันเถอะ
สำหรับมื้อว่างยามบ่ายแทนที่จะไปคว้าคุกกี้หรือเค้กช็อกโกแลต หรือแวบไปกินเกี๋ยวเตียวสักชาม ข้าวสักจาน ซึ่งเต็มเพียบด้วยแคลอรี่ เปลี่ยนมารับประทานทานขนมปังโฮลวีทสัก 2 แผ่น รับรองว่า จะช่วยให้คุณรู้สึกมีกำลังวังชา แถมยังได้คุณค่าจากวิตามินบี ที่ช่วยบำรุงระบบประสาท ทำให้ตื่นตัว สมองแจ่มใส และได้เส้นใย (ไฟเบอร์) ในปริมาณที่สูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย และทำความสะอาดลำไส้อย่างยิ่ง

7.สลัดปลาทูน่าเพิ่มความจำ
ใคที่รู้ตัวว่าเริ่มจะหลงๆ ลืมๆ ลองหันมาทานสลัดปลาทูน่าหรืออาหารเมนูปลารวมทั้งเพิ่มอาหารที่มีวิตามินบี 2 เช่น ไข่ นม ถั่วเหลือง นอกจาก จะช่วยให้อารมณ์ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มพลังความจำให้กับสมองได้

8.เดินไวๆ ช่วยให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง
คนที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย แต่ยังห่วงใยสุขภาพของตัวเองอยู่ ลองใช้วิธีเดินขึ้นลงบันได หรือให้ไวขี้นอีกนิด อาจใช้เวลาเดินในช่วงเช้า หรือหลังเลิกงาน เดินไปที่ป้ายรถเมล์สักสามสี่ป้าย หรือเดินขึ้นลงบันได ให้ได้วันละ 20 นาที จะช่วยบริหารหลอดเลือดหัวใจให้แข็งแรง และยังจะได้หุ่นผอมบางสมส่วนเป็นของแถม

9.เติมไขมันดี ๆ ให้ร่างกาย 
ไขมันนั้นไม่ได้เป็นผู้ร้ายซะทีเดียว เพระไขมันมีอยู่หลายชนิดไขมันที่เป็นมหามิตรกับร่างกายน่ะ หากร่างกายขาดแคลน อาจมีผลต่อการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค และทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้ เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัว จากน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่ว และไขมันโอเมก้า 3 จากปลา ซึ่งเป็นไขมันดีๆ ที่ไม่เพียงให้พลังงาทำให้มีเรี่ยวแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งและหัวใจอีกด้วย

10.Just Do Nothing
  สัปดาห์ละ 1วัน ให้ปลอดจากเรื่องงานและคนรอบข้าง ใช้เวลาอยู่คนเดียวตามลำพัง จะช่วยทำให้คุณรู้สึกสงบ เป็นเวลาที่จะได้เรียนรู้วิธีหยุดพักใจ และทำให้คุณสดชื่น เรื่องง่าย ๆ แค่นี้ก็จะให้ชีวิตของคุณมีความสุขอย่างที่หาซื้อไม่ได้จากที่ไหน

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

8 ความลับควบคุมปริมาณการกิน

การลดน้ำหนัก เรื่องหนึ่งที่ต้องพูดถึงก็คือ "การควบคุมปริมาณการกิน" ซึ่งสามารถทำให้ความพยายามของคุณทั้งหลายประสบความสำเร็จและล้มเหลว ลองมาเรียนรู้ 8 เคล็ดลับที่ช่วยคุณได้ต่อไปนี้
1.พบกันครึ่งทาง คุณสามรถลดแคลอรีลงได้ราว 50% โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพียงแค่กินมันครึ่งเดียวพอ เช่น เวลาไปกินอาหารที่ร้าน แบ่งอาหารออกครึ่งหนึ่ง แล้วให้เอาไปห่อกลับบ้านทันที แล้วกินช้าๆ เพื่อที่จะได้ลิ้มรสอาหารอย่างเต็มที่ จำไว้ว่ามันต้องใช้เวลา 20 นาทีถึงจะเริ่มรู้สึกถึงความอิ่ม การกินช้าๆ จึงป้องกันไม่ให้คุณกินเยอะเกินไป คุณสามารถเอาอหารที่ห่อออกมากินต่อได้ ถ้าไม่อิ่มจริงๆ แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าคูณจะไม่ต้องทำอย่างนั้น

2.แบ่งของเหลือให้เล็กลง แทนการใช้ภาชนะขนาดใหญ่ใส่ของเหลือทั้งหมดรวมกัน แยกมันใส่ภาชนะเล้กๆ ขนาดพอดีสำหรับหนึ่งที่ และเวลาที่คุณเปิดตู้เย็นเพื่อหาของกิน จะได้อุ่นของกินเฉพาะสำหรับคนเดียว แทนการอุ่นที่ใหญ่ๆ และกินมันจนหมด

3.กินสลัด การกินสลัดก่อนอาหารกลางวันหรืออาหารค่ำ จะช่วยระงับความอยากอาหารของ คุณ และทำให้รู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น และแทนที่จะกินแต่ผักใบเขียวอย่างเดียว เติมสลัดของคุณด้วยเนื้อสัตว์แบบไร้ไขมัน เช่น เนื้ออกไก่หรือปลา เส้นใยอาหารจากผักจะทำให้คุณอิ่ม และโปรตีนจากเนื้อสัตว์ก็จะเพิ่มพลังงานให้ด้วย

4.ซื้อของกินขนาดเล็กๆ ซื้อของว่างในห่อบรรจุขนาดหนึ่งที่ เพราะมันอาจม่ายนักที่จะหยุดกิน ถ้าคุณกินของจากถุงใหญ่ๆ แต่คงไม่สนุกนักสำหรับการต้องแกะห่อหลายๆ ครั้ง

5.กินมื้อย่อยๆ คุณจะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือกคงที่ และไม่กินมากจนเกินไป ด้วยการกินอาหารมื้อเล็กๆ ตลอดทั้งวัน เพราะคุณจะไม่หิวมากเกินไปจนทำให้กินไม่ยั้ง และควบคุมปริมาณการกินไม่ได้

6.อย่ากินเบิ้ล ลองเปลี่ยนวิธีการเสิร์ฟอาหาร ด้วยการตักอาหารใส่จานเฉพาะหนึ่งที่ แล้วเก็บของที่เหลือให้พ้นหูพ้นตา เพื่อที่จะได้ไม่มีอะไรล่อใจให้อยากกินต่อจานที่สอง

7.เอาใจตัวเอง นานๆ ครั้งก็ให้ตัวเองได้กินอาหาร “ต้องห้าม” ดูบ้าง เพื่อไม่ให้คุณรู้สึกว่าอดอยากจนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า

8.เลิกกินบุฟเฟต์ได้แล้ว มันอาจดูคุ้มค่า แต่การกินอาหารบุฟเฟต์คือศัตรูตัวฉกาจของการคุมปริมาณการกิน เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคุมปริมาณการกินในขณะที่คุณอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ “กินทุกอย่างเท่าที่สามารถกินได้”