วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อย่าไว้ใจ…ไม้จิ้มฟัน

       อย่าไว้ใจ…ไม้จิ้มฟัน นำมากัดเล่นเสี่ยงเชื้อโรคเข้าปาก หลาย คนคงจะเคยประสบกับปัญหามีเศษอาหารติดอยู่ตามซอกฟันหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งแต่ละคนก็คงจะมีวิธีแก้ไขต่างๆ กันไป

แต่วิธีที่ง่ายสะดวกที่สุด อีกทั้งมีอุปกรณ์ไว้คอยบริการอยู่ตามร้านอาหารทั่วไป ก็คือการใช้ไม้จิ้มฟัน ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะคะว่าไม้จิ้มฟัน ดังนั้นหน้าที่ของมันก็คือ ใช้จิ้มฟันเขี่ยเศษอาหารที่ติดอยู่บริเวณซอกฟันออก
         การใช้ไม้จิ้มฟันอย่างถูกวิธี คือ ใช้ไม้จิ้มฟันเขี่ยเศษอาหารจากเหงือกไปตามซี่ฟัน ไม่ควรทิ่มเข้าไปในซอกฟันหรือทิ่มจากด้านหน้าฟันทะลุไปถึงหลังฟัน
แต่คงมีหลายคนที่ใช้ไม้จิ้มฟันผิดวิธี คือใช้ไม้จิ้มฟันทิ่มเข้าไปในซอกฟัน เพราะความเรียวเล็กที่ปลายและค่อยๆ ใหญ่ขึ้นถึงโคน เมื่อทิ่มเลยเข้าไปในซอกฟันมากๆ เข้า ขนาดของไม้จิ้มฟันก็จะไปเบียดให้ยอดเหงือกถูกกดต่ำลง เมื่อใช้บ่อยๆ เข้ายอดเหงือกที่เคย แหลมปิดซอกฟันก็จะถูกเบียดให้ต่ำลง และทำให้ยิ่งมีช่องว่างที่ใหญ่ขึ้นส่งผลให้เศษอาหารยิ่งเข้าไปติดง่ายขึ้น อีกทั้งเมื่อเกิดช่องว่างระหว่างฟันทำให้ขาดความสวยงามด้วย
นอก จากนี้เรื่องความสะอาดของไม้จิ้มฟันก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ อย่างเด็ดขาด ไม้จิ้มฟันตามร้านอาหารชั้นนำอาจมีรูปแบบการบรรจุแยกชิ้น ซึ่งก็จะมีความสะอาดในระดับหนึ่ง แต่ไม้จิ้มฟันที่เราเห็นกันอยู่ตามร้านอาหารทั่วไปมักใส่กล่องไว้เฉยๆ บางร้านมีฝาปิดบางร้านไม่มี ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรค และฝุ่นละอองได้ทั้งสิ้น
ถ้า เราใช้ไม้จิ้มฟันอย่างไม่ระวัง โอกาสที่จะทำให้มีการติดเชื้อก็เป็นไปได้ง่ายโดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเหงือก อักเสบอยู่แล้ว บางคนมีความเคยชินที่จะต้องใช้ไม้จิ้มฟันหลังอาหารทั้งๆ ที่ไม่มีเศษอาหารติดฟัน คือขอเพียงแค่เอาไม้จิ้มฟันไปกัดไว้เล่นๆ ซึ่งก็เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะนำเชื้อโรคเข้าสู่ช่องปากของเราโดยไม่จำเป็น
     วิธีการทำความสะอาดซอกฟัน ที่ทันตแพทย์แนะนำให้ใช้ ได้แก่ การใช้ไหมขัดฟัน
ไหมขัดฟันเป็นใยไนลอนที่ใช้ทำความสะอาดซอกฟันและสามารถขจัดคราบอาหารหรือเศษ อาหารชิ้นโตๆได้เป็นอย่างดี รวมทั้งไม่เป็นอันตรายต่อเหงือกและไม่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างฟัน แต่ข้อจำกัดของการใช้ไหมขัดฟันคือการใช้เวลาค่อนข้างมากในการทำความสะอาดซอก ฟันให้ครบทุกซี่
จะ เห็นได้ว่าการขจัดเศษอาหารออกจากซอกฟันมีวิธีการหลายวิธี ดังนั้นเราควรเลือกวิธีการที่มีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลเสียต่อเหงือกและฟัน ของเรานะคะ แต่ถ้าหากมีความจำเป็นต้องใช้ไม้จิ้มฟัน ก็ควรใช้อย่างถูกวิธีและพิจารณาความสะอาดของไม้จิ้มฟันก่อนที่จะนำเข้าปาก ทุกครั้ง

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคหืด


          รองศาสตราจารย์นายแพทย์ วัชรา บุญสวัสดิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินหายใจ จากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้อธิบายถึงสาเหตุของการเกิดโรคหืดไว้ว่า เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ทำให้หลอดลมเกิดการหดเกร็ง มีอาการบวมของเยื่อบุหลอดลม มีมูกหลั่งในหลอดลมมาก เป็นผลให้หลอดลมตีบแคบลง และส่งผลให้หลอดลมของผู้ป่วยตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆได้ไวกว่าคนปกติ 

รู้ปัจจัยเสี่ยงต้นเหตุโรคหืด
   ปัจจัยที่ทำให้คนไทยในยุคนี้ป่วยเป็นโรคหืดกันมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดจาก
  • สารก่อภูมิแพ้ การได้รับสารก่อภูมิ จำพวก ขนสัตว์ ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ บ่อยๆ ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดโรคหืดได้
  • ความเครียด ในขณะที่เราเครียด สมองจะเกิดความเปลี่ยนแปลง และมีผลทำให้หลอดลมเกิดอาการหดเกร็ง และก่อให้เกิดอาการหายใจติดขัดได้
  • ดูแลสุขภาพน้อยลง ความเร่งรีบในการใช้ชีวิต ทำให้คนในยุคปัจจุบันให้ความสนใจในการดูแลสุขภาพน้อยลง ส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายบกพร่อง จึงป่วยบ่อย และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหืดได้ง่าย
  • มลพิษทางอากาศ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ไม่ว่าจะเป็นควันพิษ สารเคมีในที่ทำงาน ตลอดจนบ้านพักที่ขาดการดูแลรักษาความสะอาด ซึ่งล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคหืดได้ทั้งสิ้น
  • สูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูบหรือผู้สูดดมควัน มีโอกาสเสี่ยงเกิดโรคเท่ากัน เพราะในควันบุหรี่มีสารปนเปื้อนกว่า 4,500 ชนิด ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นอย่างดี ที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบของหลอดลม
  • กินผิด อาหารจั๊งฟู้ด หากรับประทานมากไป นอกจากจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคหืดได้เช่นกัน
รู้จักวิธีรักษาโรคหืดในปัจจุบัน
       ปัจจุบันเรารู้แล้วว่า โรคหืดเกิดจากการอักเสบของหลอดลม ทำให้เราสามารถกำหนด แนวทางการรักษาได้ โดยใช้หลักการให้ยาไปลดการอักเสบของหลอดลม เมื่อหลอดลมมีอาการอักเสบลดลงอาการหอบก็จะหายไป
       ยาที่ลดอาการอักเสบที่สำคัญ ได้แก่ ยาพ่นสเตียรอยด์ ซึ่งผู้ป่วยจะต้องใช้ยาเป็นเวลานาน เพื่อลดอาการอักเสบของหลอดลม ซึ่งยาชนิดนี้ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยโรคหืดเนื่องจากใช้ฉีดพ่นในปริมาณที่ต่ำ มาก และฉีดพ่นเฉพาะที่ จึงไม่เป็นอันตรายต่ออวัยวะส่วนอื่นแต่อย่างใด อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น เสียงแหบ มีฝ้าขาวในปาก แต่ป้องกันได้ด้วยการบ้วนปากหลังพ่นยา
     นอกจากนี้ยังมี ยาฉีดเพื่อบรรเทาอาการ แต่จะใช้เมื่อมีอาการเท่านั้น ทั้งนี้ยาสำหรับรักษาโรคหืด เป็นยาเฉพาะที่จึงมีปริมาณการใช้ที่ต่ำ และมีอาการข้างเคียงน้อยกว่ายากินมาก

ข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยโรคหืด
   นอกจากนี้สิ่งที่ผู้ป่วยโรคหืดต้องระวังเป็นพิเศษคือ
  • การออกกำลังกายหนักๆ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการโรคหืดกำเริบได้ (ผู้ป่วยโรคหืด สามารถออกกำลังกายได้ทุกชนิด แต่ควรออกำลังกายแต่พอดี และเน้นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของปอด เช่น ว่ายน้ำ ควบคู่ไปกับการรักษา)
  • กินยาบางชนิด ควรระวังการกินยาบางจำพวก เช่น ยาในกลุ่มแอสไพริน ซึ่งนายแพทย์วัชราได้บอกว่า คนไข้โรคหืดราว 10 เปอร์เซ็นต์ที่ไปหาหมอแก้โรคปวดข้อ และได้รับการฉีดหรือกินยาชนิดนี้เข้าไป เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น อาจได้รับอันตรายถึงเข้าห้องฉุกเฉินเลยทีเดียว
เช็คอาการเสี่ยงโรคหืดกันไหม
   สำหรับผู้ที่สงสัยว่าคุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหืดหรือไม่ เรามีแบบทดสอบมาให้ลองทำดูครับ คุณเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่
 หายใจมีเสียงวี๊ดคล้ายนกหวีดในทรวงอก
 มีอาการไอ และจะเป็นมากในช่วงกลางคืน
 หายใจลำบาก และ แน่นหน้าอก คุณมักมีอาการแน่นหน้าอกเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้นดังต่อไปนี้
 ขนสัตว์
 กลิ่นสเปรย์ หรือกลิ่นน้ำหอมต่างๆ
 ละอองเกสรดอกไม้
 ไรฝุ่น เชื้อรา
 ควันบุหรี่
 อากาศเปลี่ยนแปลง
 กินยาบางอย่าง (แอสไพริน)
 อารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
 ออกกำลังกายหนัก
 เป็นหวัดเกิน 10 วัน
 
    ถ้าคุณเคยมีอาการเหล่านี้ แม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง ควรตั้งข้อสังเกตว่าอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคหืดได้ และหากมีอาการผิดปกติมากกว่าหนึ่งข้อควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

9 วิธีฝึกความ "ไบร์ท" ให้สมอง

เคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณพร้อมกับการเรียนและการทำงานทุกวัน

1.จิบน้ำบ่อย ๆ (Drink water very often)         สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยงถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งจะส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดอะไรไม่ค่อยออก
ก็ควรดื่มน้ำบ่อยๆ


2.กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3)         คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอแนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่างปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวมน้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3.นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day)        หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาทีเพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์(ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4.ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention)

        การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิดระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน


5.หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ (Laugh and Smile)        ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไป เรื่อยๆ แล้วหนุ่มๆที่อารมณ์ดีสาวๆคนไหนก็อยากอยู่ใกล้เชื่อซิ

6.เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday)        สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่นกินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงาน เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อยๆเมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์


7.ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress)       
         ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมองการให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

8.เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day)

        ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่นขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดีขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เพราะการเขียนเรื่องดีๆให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์


9.ฝึกหายใจลึกๆ (Deep breath)
        สมองใช้ออกชิเจน 20-25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆจึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมองควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆอาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20% การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม







 

วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

7 สิ่งที่ไม่ควรทำ

         
       
ทีหลังอย่าทำนะค๊าบ เป็นห่วงอะ

เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ใครหลาย ๆ คนคิดว่ามันไม่สำคัญ ยิ่งนิสัยทำลายสุขภาพด้วยแล้ว หากทำเป็นประจำ สุขภาพอาจเสื่อมโทรม หรือพาลให้เป็นโรคภัยไข้เจ็บได้ ไปเช็คตัวเองกันดีกว่า


1.ไม่ใช้ไหมขัดฟัน การไม่ใช้ไหมขัดฟันทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับเหงือก และส่งผลให้สุขภาพฟันไม่แข็งแรง นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนว่าท็อกซินจากแบคทีเรียบริเวณเหงือกสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและอาจทำให้เป็นโรคหัวใจได้


2.นอนทั้งยังใส่คอนแทคเลนส์ มีการศึกษาพบว่าการนอนทั้งที่ยังมีคอนแทคเลนส์อยู่เพิ่มการติดเชื้อที่ดวงตาถึง 10 เท่า

3.ไม่ได้ล้างเครื่องสำอาง การนอนทั้งที่ยังไม่ได้ล้างเครื่องสำอางนั้นเป็นการเพิ่มอัตราป่วยเป็นภูมิแพ้ได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มตัวกระตุ้นการเกิดสิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องสำอางที่มีน้ำมันเป็นพื้นฐาน

4.ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ การสวมรองเท้าส้นสูงเป็นประจำเป็นการลงน้ำหนักตัวที่ไม่สมดุล มีผลเสียต่อกระดูกและกล้ามเนื้อขาและเท้า อาจทำให้ข้อเสื่อมก่อนวัยได้

5.เคี้ยวหมากฝรั่งทั้งวัน หากเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีซอร์บิทอลตลอดทั้งวัน อาจทำ ให้ท้องอืดท้องเฟ้อ หรือเกิดอาการท้องเสียได้

6.ทาครีมกันแดดทุกวัน การทาครีมกันแดดต่อเนื่องเป็นตัวลดจำนวนวิตามินดีที่ ร่างกายจะสร้างขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งทำให้เกิดอาการเครียดหรือเป็นโรคกระดูกพรุนตามมา

7.โทรศัพท์ก่อนนอน ตามรายงานของนักวิทยาศาสตร์ประเทศสวีเดน รังสีที่แผ่ออก จากเครื่องโทรศัพท์มือถือ ทำให้นอนไม่หลับหรือไม่สามารถหลับลึกได้ และทำให้รู้สึกปวดหัวได้
  
   เราต้องใส่ใจดูแลตัวเองกันหน่อยคับ แล้วอย่าเผลอกลับไปทำพฤติกรรมทำลายสุขภาพอีกนะคับ

วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อาหารเพื่อสุขภาพกระเพาะอาหาร

            หากคุณไม่อยากทุกข์ทรมานจากการป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารก็ต้องแก้ที่การรับประทานอาหารเช่นกัน ซึ่งอาหารที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการป้องกันโรคกระเพาะมีดังต่อไปนี้
          

คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน แหล่งอุดมของเส้นใย
       คือคาร์โบไฮเดรตที่เกิดขึ้นเองจากการสะสมตามธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุด หรือไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปใดเลยอุดมไปด้วยเส้นใยซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อระบบย่อยอาหาร เพราะอาหารที่มีเส้นใยสูงใช้เวลาในการย่อยในกระเพาะอาหารน้อยมากเมื่อเทียบกับอาหารประเภทอื่นๆ 
        ยิ่งกินอาหารที่เป็นกากใยในแต่ละวันมากขึ้น อาหารก็จะถูกย่อยเร็วมากขึ้นเท่านั้น เพราะเส้นใยที่รับประทานเข้าไปจะช่วยดูดซับน้ำเอาไว้ และกระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยในการดูดซึมของผนังกระเพาะอาหาร รักษาแผลในกระเพาะอาหารให้หายเร็วขึ้น ช่วยเพิ่มกากใยในกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ จึงทำให้การขับถ่ายดีขึ้น และนอกจากนั้น การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากยังทำให้เรารู้สึกอิ่มนาน ไม่หิวบ่อย และไม่ต้องกินจุบจิบตลอดเวลาซึ่งทำให้กระเพาะอาหารได้พักการทำงาน
         คารโบไฮเดรตเชิงซ้อนนั้นพบได้ในข้าวกล้องทุกชนิด ข้าวสาลีแบบโฮลวีทหรือข้าวสาลีไม่ขัดขาว ข้าวไรย์ ข้าวโพด ข้าวบาร์เล ข้าวเจ้า ถั่วฝักอ่อน ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เมล็ดพืชชนิดต่างๆ เช่น ทานตะวัน เมล็ดฟักทอง งา และผักใบเขียว

ไขมันไม่อิ่มตัว เพิ่มประสิทธิภาพกระเพาะอาหาร
               ไขมันที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับคือ ไขมันไม่อิ่มตัว เพราะร่างกายของเราไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้ มักจะพบในธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าวต่างๆ ถั่วฝักอ่อน เมล็ดพืช ถั่วเปลือกแข็งและน้ำมัน เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น ซึ่งไขมันไม่อิ่มตัวที่ผลิตได้จากพืชเหล่านี้มีความสำคัญต่อกระเพาะอาหารของ เราโดยตรง กล่าวคือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ซึ่งถ้ารวมถึงระบบการเผาผลาญอาหารในกระเพาะอาหารด้วยให้มีประสิทธิมากขึ้น
           อย่างไรก็ตามการกินอาหารทอดมากๆ เช่น มันฝรั่งทอด หอมทอด ปลาทอด ขนมโดนัท ถือว่าเป็นการทำร้ายกระเพาะของเราเช่นกัน เพราะอาหารเหล่านี้ หากนำไปทอดในน้ำมันความร้อนสูง จะมีการเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมี ทำให้เกิดกรดไขมันอิสระ ซึ่งฤทธิ์ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและเยื่อบุลำไส้ได้


โปรตีนจากปลา ช่วยในการดูดซึม
          โปรตีนคุณภาพดีและมีประโยชน์ต่อกระเพาะอาหาร คือ โปรตีนจากปลาครับ เพราะปลาเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายมากเมื่อเทียบกับโปรตีนชนิดอื่น ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผนังกระเพาะอาหารดูดซึมได้เร็วขึ้น แล้วในปลายังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น
           ส่วนอาหารโปรตีนสูงที่มาจาก เนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น เนื้อวัว เนื้อควาย หมู ไก่ เป็ด เป็นต้น เป็นโปรตีนที่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร เพราะใช้เวลาในการย่อย และการเผาผลาญนานมาก (ราว 48-72 ชั่วโมง) ทั้งนี้หากกระเพาะอาหารไม่สามารถย่อย และดูดซึมโปรตีนเหล่านี้ได้หมด อาจเกิดการตกค้างและนำไปสู่โรคอันตราย เช่นมะเร็งได้

ผักหลากชนิด วิตามินเกลือแร่
         ผักใบเขียวจัด หลายชนิดมีวิตามินเคสูง ช่วยให้แผลในกระเพาะหายเร็วขึ้น ป้องกันเลือดออกในกระเพาะ และช่วยเพิ่มการดูดซึมอีกด้วย ผักใบเขียวจัดเหล่านี้ได้แก่
  • คะน้า อุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยบำรุงสายตา ต้านทานการติดเชื้อในกระเพาะอาหาร
  • ผักโขม มีวิตามินเอ กรดอะมิโน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้
  • ปวยเล้ง โพแทสเซียมสูง ช่วยความคุมความดันให้เป็นปกติ ทั้งยังช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น
        ผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง การกินผักที่มีเบตาแคโรทีนสูงจะช่วยให้แผลในกระเพาะอาหารสมานกันเร็วขึ้น ป้องกันการติดเชื้อในกระเพาะอาหาร ผักและผลไม้ที่มีเบเต้าแคโรทีนสูง อาทิ
  • ฟักทอง ในเนื้อของฟักทองอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส วิตามินซี และมีกากใยสูง
  • มะเขือเทศ มีวิตามินอี วิตามินซี โพทัสเซียม ช่วยให้แผลในกระเพาะอาหารหายเร็วขึ้น
  • มะละกอ วิตามินซีและเบต้าแคโรทีนสูง ที่ช่วยในการขับถ่ายและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
        เหล่านี้คืออาหารมีประโยชน์ที่คนเป็นโรคกระเพาะทั้งหลายควรรับประทานครับ 


เครดิต :: นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 234

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

5 โรคของผู้ชายที่ไม่แสดงอาการ

ถ้าไม่ตรวจสุขภาพกันเป็นประจำ คนที่ภายนอกดูเหมือนสุขภาพแข็งแรงดี บางครั้งอาจจะมีอาการป่วยบางอย่างแอบซ่อนอยู่ในร่างกายโดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้ ถ้าคุณร้างลาการตรวจสุขภาพมานาน ไม่ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการบริโภคของตัวเองและขาดการออกกำลังกาย นายแพทย์บุญเทียม พิทักษ์ดำรง-กุล ผู้อำนวยการศูนย์ อาร์เอสยู (RSU) เมดิคอลเซ็นเตอร์ เตือนว่า คนกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะเป็น 1 ใน 5 (หรือมากกว่า) โรคที่ไม่แสดงอาการของผู้ชายทั่วไป ซึ่งมีดังต่อไปนี้



1. โรคทาลัสซีเมีย : เป็นโรคโลหิตจางที่เกิดจากเม็ดเลือดแดงผิดปกติ แตกง่าย มีโอกาสเป็นได้ทั้งหญิงและชาย โดยที่ได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม โรคนี้เป็นโรค ที่สามารถพบได้ทั่วโลก แต่พบได้มากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ยากที่จะดูออกเพราะผู้ที่มียีนแฝงทาลัสซีเมียมักจะมีลักษณะและสุขภาพดี เหมือนคนทั่วๆ ไป โดยในประเทศไทยมีพาหะหรือยีนแฝงมากถึงราว 40 เปอร์เซ็นต์ของประชากร ! ก่อนแต่งงานเป็นคู่สามีภรรยา ทั้งชายและหญิงจึงควรตรวจเลือดตนเองเพื่อคัดกรองว่ามียีนแฝง (พาหะ) อยู่หรือไม่และถ้าทราบว่ามียีนแฝงหรือพาหะ ก็ควรที่จะแนะนำให้คนในครอบครัวไปตรวจเลือดเพื่อความมั่นใจครับ

2. โรคเบาหวาน : แสดง ถึงการเผาผลาญน้ำตาลที่ไม่สมดุล ทำให้มีระดับน้ำตาลค้างอยู่ในเลือดสูงเกินกว่าปกติหรือห่างจากปริมาณที่ เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ไตทำงานหนัก โดยร่างกายจะมีอาการอ่อนเพลีย กระหายน้ำบ่อยมาก ปัสสาวะบ่อย และมีน้ำหนักตัวลดลง สำหรับกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ ผู้ที่เป็นโรคอ้วน โดยเฉพาะร่วมกับมีความดันโลหิตสูง ชอบกินของหวานมากๆ หรือมีประวัติโรคเบาหวานในครอบครัว
ถ้าตรวจพบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (ควรตรวจซ้ำ 2 ครั้ง) ถือว่าเป็นเบาหวาน ถ้าเจาะแบบไม่ได้อดอาหาร (Random) แล้วได้น้ำตาลในเลือดมากกว่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเป็นเบาหวาน ต้องได้รับการรักษาเช่นเดียวกัน เพราะผลแทรกซ้อนของเบาหวานอาจทำให้ร่างกายติดเชื้อง่าย ภูมิคุ้มกันต่ำ เกิดภาวะหลอดเลือดตีบแข็ง ไตเสื่อม ไตวาย หลอดเลือดเลี้ยงจอประสาทตาตีบตันทำให้จอประสาทตาเสื่อม หลอดเลือดเลี้ยงสมองตีบตัน และทำให้สมรรถภาพทางเพศลดถอยลง

3. โรคหัวใจขาดเลือด : หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเกิดการตีบส่วนใหญ่แล้วเกิดจากหลอดเลือดแข็งตัวขึ้น เนื่องจากมีไขมันสะสมในผนังด้านในของหลอดเลือด เป็นผลให้เลือดไหลผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่ง่าย นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากเกล็ดเลือดและลิ่มเลือดอุดตันได้
อาการที่สำคัญของภาวะหัวใจขาดเลือดคืออาการเจ็บ แน่นหน้าอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะออกแรง แต่เมื่อได้พักแล้วจะรู้สึกดีขึ้น อึดอัดบริเวณกลางหน้าอกหรือค่อนมาทางซ้าย หายใจไม่สะดวก อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก ใจสั่น หน้ามืด บางรายนอกจากแน่นบริเวณหน้าอกแล้วยังอาจเจ็บร้าวไปที่หัวไหล่ แขน หรือคอ มักเกิดขึ้นกับคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เจ้าอารมณ์ โมโหง่าย และเครียดเป็นประจำ สำหรับแนวทางการรักษาที่สำคัญนั้นมี 3 แนวทางด้วยกัน คือ รักษาด้วยยา รักษาโดยการขยายหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ และสุดท้ายรักษาโดยการผ่าตัด

4. โรคมะเร็งปอด : คุณ ทราบดีว่าการสูบบุหรี่จัดยิ่งนานวันก็ยิ่งมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มาก แต่ก็ไม่ควรละเลยความจริงที่ว่ามลพิษทางอากาศ จากควันดำ จากเครื่องยนต์ รถยนต์ อากาศเสีย (Smog) ในเมืองหลวง ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ หรือผู้ที่สัมผัสสารกัมมันตรังสี ก็มีโอกาสป่วยจากโรคนี้ได้เช่นเดียวกัน
ดังนั้น หากมีอาการไอแห้งๆ นานกว่าปกติ เช่น มากกว่า 2 สัปดาห์หรือเป็นเดือน ไอมีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย หายใจลำบากเนื่องจากการอักเสบเรื้อรัง ควรได้รับการวินิจฉัยตรวจเสมหะ การ X-ray ปอด ทุกๆ 6 เดือนหรือ 1 ปี เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากเพื่อการรักษาและป้องกันที่ถูกวิธี

5. โรคตับอักเสบจากไวรัส : สำหรับ ‘ไวรัสตับอักเสบ' เมื่อติดเชื้อนี้ทั้งจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม การมีเพศสัมพันธ์ หรือการรับบริจาคเลือดที่ไม่มีการคัดกรอง จะมีอาการของตับอักเสบ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีไข้ ปวดเมื่อย และต่อมาเริ่มมีอาการปัสสาวะเข้ม ตาเหลือง ผิวหนังตามตัวเหลือง ประมาณ 2-3 สัปดาห์ หรือบางครั้งถึง 4 สัปดาห์จึงจะหาย แต่บางรายที่พบเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดรุนแรง เช่น ชนิดบี (บางชนิด) ชนิดซี (บางชนิด) ก็อาจรุนแรงถึงขั้นตับวายและเสียชีวิตได้
และถ้าพูดถึงสถิติและความ อันตรายของโรคควบคู่กันไปแล้ว คุณหมอบอกกับเราว่าโรคนี้ค่อนข้างที่จะมีสถิติที่น่าเป็นห่วงกว่า 4 โรคที่ผ่านมา แต่ในเวลานี้ก็ได้มีการผลิตวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบทั้งชนิดเอและบีได้ แล้ว เพราะฉะนั้นสำหรับวิธีที่จะใช้ในการรักษาและป้องกันในกรณีที่ไม่เคยฉีด วัคซีนและไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน คุณควรจะหาโอกาสพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดดู ว่าร่างกายมีไวรัสตับอักเสบ เป็นพาหะ หรือมีภูมิคุ้มกันโรค
ดังกล่าวอยู่ ในร่างกายหรือไม่ นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เคยเป็นหรือผู้ที่สงสัยว่าอาจเป็นพาหะของโรคก็ไม่ควร บริจาคเลือด จนกว่าจะมั่นใจจากผลการตรวจจากแพทย์ว่าหายขาด ไม่เป็นพาหะ และสามารถบริจาคเลือดได้จริง

5 โรค ดังกล่าวถูกคัดเลือกมาจาก 7 โรคอันตรายที่ไม่แสดงอาการ ซึ่งประกอบด้วย โรคทาลัสซีเมีย โรคเบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งปอด โรคตับอักเสบจากไวรัส รวมทั้งโรคมะเร็งเต้านม และโรคมะเร็งปากมดลูกที่พบในสุภาพสตรี

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

บันได 5 ขั้น สู่ชีวิตใหม่ ที่มีค่าและเป็นสุข

บันไดขั้นที่ 1 มองตัวเองว่าดีและมีค่าทุกวัน
       ในแต่ละวันให้นึกถึงความดี และความโชคดีของตนเอง เริ่มต้นด้วยการตื่นนอนตอนเช้า ให้ยิ้มกับตัวเอง และนึกว่าโชคดีที่ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ให้นึกถึงความดีของตนเอง ที่เคยทำมาแล้วในอดีต (ที่สามารถนึกได้ง่ายๆ) เช่น เคยทำบุญ เคยช่วยคนที่อ่อนแอกว่า เคยสงเคราะห์สัตว์ ฯลฯ คิดว่าตัวเองดี และมีคุณค่าที่ได้เคยทำสิ่งดีๆ และให้นึกซ้ำๆ จะได้เกิดความเชื่อตามที่นึกนั้น คุณก็จะเกิดความอิ่มเอิบใจ และเชื่อว่าตัวเองมีความดี ความเก่ง ตามความเป็นจริงในขณะนั้นด้วย คุณจะเกิดความอยากมีชีวิตอยู่ และสร้างสิ่งที่ดีๆ ให้กับชีวิตต่อไป และต้องอวยพรตัวเองเสมอๆ อย่าแช่ง หรือตำหนิตัวเอง และอย่ารอให้คนอื่นมาชื่นชมคุณ ซึ่งมักจะไม่ได้ดั่งใจ หรือได้มาก็ไม่สมใจ

บันไดขั้นที่ 2 มองคนอื่นดี มองโลกในแง่ดี
       ขั้นนี้คุณจะต้องมองว่า ทุกๆ คน มีขีดจำกัดของความสามารถ ความดี ความเก่งกันทุกคน ตามความเป็นจริงของเขา ซึ่งไม่เท่ากัน และไม่เหมือนกันเลย ส่วนความไม่ดี หรือไม่เก่งของเขา (ซึ่งมีกันทุกคน) ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขาไป ให้มองเฉพาะส่วนที่ดีของเขาเท่านั้น ถ้าคุณทำได้เช่นนี้ คุณก็จะเป็นคนที่มองอนาคน และชีวิตดี มีความหวังที่ดีในชีวิตตลอดเวลา สองสิ่งนี้ ถ้าคุณทำเป็นนิสัย คุณจะพบว่า โลกนี้มีสิ่งที่ดีๆ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ และท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นสุขนิยมทั้งชีวิต

บันไดขั้นที่ 3 ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
       คือการอยู่กับปัจจุบัน ทำกิจกรรมในวันนี้และเวลานี้ให้ดีที่สุด ทำได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ไม่ทุกข์ร้อน หรือคาดหวังกับผลลัพธ์ของมัน ไม่ว่าจะสมใจ หรือไม่สมใจก็ตาม จงชื่นชมในความตั้งใจ ทำเต็มความสามารถของตนเอง และคิดต่อว่า ในอนาคตจะต้องทำให้ดีกว่านี้ นอกจากนั้น คุณต้องเลิกจดจำ หรือนึกถึงเรื่องที่ไม่ดีที่เกิดกับคุณในอดีต เพราะการจดจำเรื่องราวที่ไม่ดีในอดีต เท่ากับคุณไปสะกิดแผลในใจ และจะทำให้คุณเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น จนส่งผลให้ปัจจุบันคุณไม่มีความสุข และกลัวว่าอนาคตจะเกิดสิ่งที่ไม่ดีซ้ำๆ อีก

บันไดขั้นที่ 4 มีความหวังและเชื่อว่าอนาคตจะดีเสมอ
    ความหวัง ความเชื่อ เกิดจากความคิดถึงบ่อยๆ หรือได้ยินบ่อยๆ จงนึกและบอกกับตัวเองเสมอว่า อนาคตจะดีขึ้นอีกเรื่อยๆ จะส่งผลให้เกิดกำลังใจมากขึ้น อยากพบเห็นสิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตโดยไม่กลัว มีอารมณ์ขัน และไม่จริงจังกับชีวิตมากนัก แต่จะมีความหวังที่ดีๆ (Good Hope) อยู่เสมอ แต่อย่ามีความคาดหวัง (Expectation) กับชีวิต เพราะถ้าคาดหวังกับชีวิต เรามักจะกลัว หรือกังวลว่าจะไม่ได้ผลลัพธ์ดังความคาดหวัง หรือเมื่อได้มาแล้วก็มักไม่พอใจ จึงอาจทำให้เกิดทุกข์ได้

บันไดขั้นที่ 5 ปรับปรุงตัวเองเสมอ

   โดยปรับปรุง 4 ส่วนที่มีความสำคัญต่อชีวิต คือ

1.
การงาน ให้มีความขยัน อดทน หมั่นหาความรู้ใส่ตัว และกล้าลงมือปฏิบัติในสิ่งที่ควรทำ จะทำให้มีการลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ในชีวิตได้เรื่อยๆ และปรากฏเป็นผลงานที่ชัดเจน
2.
ครอบครัว จะต้องยึดหลักที่เป็นมงคลต่อกันคือ ไม่อิจฉา ไม่ระแวง ไม่แข่งขัน ไม่นอกใจ รู้จักการให้และการอภัย มีน้ำใจ และรู้จักเกรงใจกัน
3.
สังคม หมั่นสร้างมิตรเสมอ มีการให้ความสำคัญกัน ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และพูดจากันแบบปิยะวาจา
4.
ตนเอง ต้องมีการพัฒนาตนเองเสมอ มีความภูมิใจตนเองตามความเป็นจริง สามารถให้กำลังใจตัวเองได้ และมีกำลังใจที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้น

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

คุณรู้จัก "ร่างกาย" ของคุณดีแค่ไหน

          การเตรียมความพร้อมและการรู้จักร่างกายของคุณในแต่ละส่วน แต่ละวัย มีความจำเป็นอย่างมากต่อการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ จนมีผู้กล่าวว่า เมื่อสมองเป็นนายของร่างกายแล้ว ทำไมเราไม่ใช้สมองในการดูแลร่างกายให้ดีอยู่เสมอ  

    ร่างกายคนเราก็เหมือนกับรถยนต์ เราต้องตรวจสภาพทุกๆ 3 เดือน ต้องเปลี่ยนยางรถยนต์ทุกปีไฉนละเลยกับร่างกายที่ทำงานหนักกว่ารถยนต์หลายเท่า วันนี้เรามีข้อแนะนำสำหรับผู้ชายในแต่ละช่วงอายุเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับ โรคภัยที่อาจจะเกิดขึ้น  




<><>
20-29 ปี : วัยแห่งการค้นหาและผจญภัย
อาจเป็นช่วงที่มีอิสระ และเป็นช่วงเวลาที่คุณคิดว่าแข็งแรงที่สุดในชีวิต สิ่งที่คุณต้องระวังคืออย่าใช้ร่างกายอย่างหักโหมจนเกินพอดี แต่ก็โชคดีที่ร่างกายของคนในวัยนี้ยังแข็งแรงและใช้เวลาในการฟื้นตัวไม่นาน หลังการเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ แต่ก็อย่าประมาทจนละเลยการดูแลร่างกายไป คุณควรตรวจสอบโรคที่อาจมาจากกรรมพันธุ์ โรคที่เกิดจากเพศสัมพันธ์ และความผิดปกติที่ตับซึ่งอาจเริ่มตรวจพบได้ในช่วงวัยนี้

 





40-49 ปี : ชีวิตเพิ่งเริ่มต้น
มันเป็นทั้งช่วงเวลาที่ดีและช่วงเวลาที่เลวร้ายของชีวิตก็ว่าได้ ผู้ชายในวัย 40 ปีคือช่วงเริ่มต้นของความสุขสบาย เริ่มประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีกลุ่มเพื่อนที่รู้ใจ การมองดูลูกๆ ของคุณเริ่มโตก็เป็นรางวัลในชีวิตของคุณอย่างหนึ่ง

ทว่าในเวลาเดียวกันคุณก็พบว่าคุณในวัยนี้มักโหยหาความตื่นเต้นให้กับชีวิต อยากทำอะไรแปลกใหม่ คุณอาจเริ่มคิดถึงการมีบ้านเล็กบ้านน้อย อาจไม่สนใจคัมรี่เท่าฮาร์เล่ย์-เดวิดสัน และสนุกกับการสังสรรค์จากเงินที่คุณหามาได้อย่างยากลำบากเมื่อวัยหนุ่ม สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่คุณต้องระวังใจของตัวเองให้ดี  

การใช้ชีวิตจนลืมความพอดีอาจเป็นหนทางสู่ความหายนะ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ต้องหาเวลาออกกำลังกายอย่างจริงๆจังๆ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 45 นาที ตรวจร่างกายให้ถี่ขึ้นเพื่อเช็กระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งคุณอาจพบว่าคุณกำลัง จะเป็นเบาหวาน ตรวจวัดความดันและระดับคอเลสเตอรอลอย่างสม่ำเสมอ เพราะตามสถิติทางการแพทย์ช่วงวัย 40-50 ปีเป็นช่วงอายุที่มีอัตราเสี่ยงของอาการหัวใจวายมากที่สุด

นอกจากนั้นควรเริ่มกินวิตามินเสริมต่างๆ เช่น แคลเซียม วิตามินซี วิตามินบีรวม และการตรวจหามะเร็งก็เป็นสิ่งจำเป็นมากในวัยนี้เพื่อการรักษาที่ทันท่วง ที   


                       50-59 ปี : ดูแลตัวเอง
คุณต้องยอมรับได้แล้วว่า ร่างกายคุณไม่ได้หนุ่มแน่นเหมือนเดิม คุณอาจมีหลานตัวเล็กๆ ที่เริ่มเรียกคุณว่าคุณปู่หรือคุณตา แต่แน่นอนว่าไม่จำเป็นที่คุณต้องทำตัวเป็นคนแก่หมดอาลัยตายอยากอยู่ที่บ้าน คุณยังสามารถทำอะไรได้เหมือนคนหนุ่ม ทว่าคุณต้องรู้จักขอบเขตของร่างกายว่าทำได้แค่ไหน

ฮอร์โมนในร่างกายคุณอาจเริ่มแปรปรวนและมีปัญหา แต่การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในร่างกายก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็ต้องเจอ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงโดยเฉพาะคุณผู้ชายซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าครอบครัว คุณอาจต้องดูแลความรู้สึกของภรรยาของคุณด้วยซึ่งน่าจะเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับ การแปรปรวนของฮอร์โมนเช่นเดียวกันกับคุณ   การไปพบแพทย์อาจเป็นกิจกรรมยามว่างที่คุณจะทำ เหมือนกับการเดินเล่นในสวน คุณอาจมียาที่ต้องกินเป็นประจำ ซึ่งคุณก็ควรต้องรักษาวินัยนี้อย่างเคร่งครัด หากต้องการจะอยู่ดูหลานไปนานๆ เคล็ดลับสำคัญคืออย่าประมาท อย่า คิดว่าร่างกายของคุณแข็งแรง อย่าคิดว่าคุณสามารถ กินได้ทุกอย่างเหมือนตอนหนุ่มๆ เพราะอย่าลืมว่าคุณน่ะ 50 แล้ว !  ประการสำคัญอีกอย่างก็คือ เราขอแนะนำให้คุณปิดทีวีเสียบ้าง ออกไปทำกิจกรรมที่หลากหลายและท้าทายสมองให้ได้ออกกำลังเพื่อป้องกันโรคสมอง เสื่อมซึ่งเกิดขึ้นเพราะคุณทำกิจกรรมอะไรซ้ำๆจนเกินไป มันคงไม่ดีแน่หากคุณมาพลาดพลั้งเป็นอะไรในช่วงบั้นปลาย และต้องนอนแอ้วแซ่วรอวันตาย  

ฟังดูอาจจะยุ่งยากสักนิด และชีวิตก็ไม่เคยมีอะไรง่าย แต่เราคิดว่ามันคงไม่ยากเกินไป หากคุณจะเอาจริงกับการดูแลร่างกาย



30-39 ปี : วัยแห่งการทำงาน
อย่าง ที่รู้ๆว่าร่างกายของคนเราจะหยุดการเจริญเติบโตไปตั้งแต่อายุ 23-25 ปี ฉะนั้นวัยเลข 3 คือจุดเริ่มต้นของการเสื่อมโทรมของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ช่วงชีวิตนี้ของผู้ชายจะเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง งานใหม่ ความรับผิดชอบใหม่ การแต่งงาน มีลูก เวลาในการออกกำลังกายอาจจะมีน้อยลง แต่ก็ควรหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพราะนอกจากจะทำให้คุณแข็งแรงแล้ว มันยังช่วยลดความเครียดซึ่งเป็นโรคร้ายที่รุมเร้าคนในวัยนี้อีกด้วย 

การ ตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอมีความจำเป็นสำหรับวัย นี้ โดยเฉพาะระดับคอเลสเตอรอล ความดันเลือด และหากคุณยังโสด การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ปลอดภัยก็ทำให้คุณต้องตรวจหาเชื้อ HIV ทุกๆ 6 เดือน หากคุณสูบบุหรี่เป็นประจำควรเอกซเรย์ปอดทุกปี และที่สำคัญ วัยนี้เป็นวัยที่หนุ่มๆ แวะเวียนหาหมอฟันน้อยที่สุด แต่ต้องไม่ลืมขูดหินปูนและตรวจสุขภาพฟันอย่างสม่ำเสมอ เพราะคุณคงไม่อยากใส่ฟันปลอมตอนอายุแค่ 40 แน่ๆ 




  



วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

10 อาหารเสริมน่ารู้ สำหรับผู้ชาย

          การจะเลือกซื้ออาหารเสริมให้กับตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ชายหลายคนคิดจะสรรหาวิตามินนับร้อย มากินคู่กับ อาหารมื้อหลัก เพื่อชดเชยสภาวะขาดแคลนปริมาณสารอาหาร คนหนุ่มอีกส่วนหนึ่งเชื่อว่าวิตามิน หรืออาหารเสริม จะช่วยป้องกันโรคบางอย่าง ไม่ต่างกับการสร้างภูมิต้านทาน

      ถ้าการมุ่งหน้าไปร้านขายยาเพื่อซื้ออาหารเสริมเพียงแค่ 1-2 ชนิด ทำให้คุณต้องวุ่นวายกับข้อมูลจำนวนมาก จนไม่สามารถจัดการกับข้อมูลหรืออาหารเสริมที่ต้องการได้ การสอบถามจากคนรอบตัวและการหาข้อมูลเพิ่มเติม จะช่วยคุณได้มากในขั้นตอน ของการตัดสินใจว่าอะไร คืออาหารเสริมที่คุณต้องการจริง ๆ

10 อาหารเสริมน่ารู้ สำหรับผู้ชาย

1. กรดโฟลิก (Folic Acid)
มีคุณสมบัติ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลัน และอาการเส้นเลือด ในสมองแตกในผู้ชาย คุณจึงควรหันมาให้ความสนใจ กินอาหารที่มีกรดโฟลิก ซึ่งมีอยู่มากใน ผักใบเขียว ทุกชนิด หรือหากต้องการบริโภค อาหารเสริม ประเภทกรดโฟลิก การกินอาหารเสริมประเภทนี้ ตามคำแนะนำของแพทย์ จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

2. กระเทียม (Garlic)
ช่วยลดความดันเลือด ลดคอเลสเตอรอล ในร่างกายและช่วยในเรื่องการไหลเวียนของเลือดได้ นอกจากนี้การบริโภค กระเทียมเป็นประจำ จะให้ผลต้านไวรัส ช่วยลดความเสี่ยง ในเรื่องเส้นเลือดสมองแตก และลดความเสี่ยงของการเกิด อาการหัวใจวาย และหากกินกระเทียมชนิดสดหรือกระเทียมที่นำไปปรุงอาหารเป็นประจำได้ จะเป็นการดีกว่าอาหารเสริมประเภทกระเทียม ควรจะเป็นทางที่สองสำหรับคุณ

3. สังกะสี (Zinc)
คุณอาจไม่ทราบว่าผู้ชายเป็น เพศที่สูญเสีย ปริมาณสังกะสีในร่างกายได้ง่าย เพราะทุกครั้ง ที่มีการหลั่งน้ำอสุจิ สังกะสีปริมาณ 5 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณมากถึง 1 ใน 3 ของปริมาณ สังกะสีที่ร่างกายต้องการต่อวัน จะถูกขับออก จากร่างกาย ดังนั้นผลเสียที่ตามมาจากการที่ร่างกาย ขาดสังกะสีก็ คือความต้องการทางเพศลดลง และโอกาสที่จะเป็นหมันสูง รวมทั้งสูญเสียประสิทธิภาพในการดมกลิ่นและรับรส

แหล่งที่มาของอาหารเสริมชนิดนี้ได้แก่ อาหารทะเลจำพวกหอยนางรม ถั่ว เมล็ดพืช ธัญพืช และเนื้อสัตว์ ส่วนข้อควรระวัง สำหรับการกินแร่ธาตุประเภทสังกะสีก็คือ ในกรณีที่คุณบริโภคสังกะสีมากกว่าวันละ 25 มิลลิกรัม เป็นประจำอาจเป็นสาเหตุ ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ และท้องผูกตามมา

4. โสม (Ginseng)
มีประสิทธิภาพในการช่วยฟื้นฟูพลังงานทั้งร่างกายและสภาวะจิตใจ เมื่อคุณอยู่ในอาการที่เคร่งเครียด โสมจะช่วยให้ ระดับกลูโคส อยู่ในระดับเป็นปกติ ทำให้ร่างกายไม่อ่อนเพลีย ช่วยให้มีสมาธิในการทำงานดีขึ้น จากการวิจัย โสมยังช่วยยืดอายุเซลล์ และมีประสิทธิภาพในการเพิ่มระดับฮอร์โมนเทส-โทสเตอโรนในเพศชายได้เป็นอย่าง ดี

5. น้ำมันปลา (Omega 3)
จากการศึกษาพบว่า โอเมก้า 3 มีกรดไขมันที่สำคัญหลายชนิดสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันเลือดสูง มีผลในการรักษาโรค ที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรัง และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย
แหล่งที่มาของสารอาหารประเภท น้ำมันปลาตามธรรมชาติ ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาแมคคอเรล ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาซาร์ดีน และปลาที่มีไขมันต่ำ แต่หากบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป น้ำมันปลาก็จะเข้าไปเพิ่มระดับน้ำตาล ซึ่งเป็นอันตราย สำหรับผู้ที่ป่วยเป็น โรคเบาหวาน

6. กลูโคซามีน ซัลเฟต (Glucosamine Sulfate)
มีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของไขข้อ การสร้างกระดูกอ่อน มีประสิทธิภาพในการป้องกันข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย สามารถช่วยซ่อมแซมไขข้อ กระดูกอ่อน บรรเทาอาการเอ็นยึด และอาการกระดูกสันหลังเคลื่อน มีประโยชน์อย่างมาก เมื่อใช้ในผู้ชายที่มีอาการปวดหลัง ข้ออักเสบ หรือบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา


7. สารสกัดจากผลปาล์มอเมริกันแคระ ซอว์ พาลเม็ตโต (Saw Palmetto)
สารสกัดจากผลปาล์มอเมริกันแคระ ช่วยบรรเทาอาการต่อมลูกหมากโตชนิดไม่รุนแรง และช่วยกระตุ้นการหดตัว ของต่อมลูกหมาก แต่ข้อเสียของสารสกัดชนิดนี้ คือผลข้างเคียงที่จะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น นอกจากนี้ หากยังไม่แน่ใจ ในวิธีการเลือกรับประทาน คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อน ที่จะซื้อหามาบริโภคด้วยตนเอง

8. แคตส์ คลอว์ (Cats Claw)
เป็นสารสกัดจากพืชชนิดหนึ่ง พบในอเมริกาใต้ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และกำจัดเซลล์ผิดปกติ แถมยังป้องกันการอักเสบการติดเชื้อไวรัส ป้องกันมะเร็ง และช่วยให้การทำงาน ของเซลล์เม็ดเลือดขาวดีขึ้น

9. มิลค์ ทิสเซิล (Milk Thistle)
เป็นของเหลวจากพืชชนิดหนึ่ง ช่วยป้องกันตับเป็นพิษ จากปริมาณของแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป รวมทั้งช่วยสร้าง เซลล์ตับขึ้นมาใหม่ จากการที่ตับถูกทำร้ายด้วยไวรัส หรือตับเป็นพิษ ดังนั้น การกินมิลค์ ทิสเซิล มันน่าจะเหมาะสำหรับผู้ชาย ที่ชอบดื่มหนักเป็นประจำ

10. อาหารเสริมกลุ่มแอนติออกซิ-แดนท์ (Antioxidants)
อาหารเสริมกลุ่มนี้มีคุณสมบัติช่วยต้าน หรือลดการทำงานของอนุมูลอิสระ ไม่ให้เกิดการเผาผลาญ หรือไม่ให้เกิด การเปลี่ยนแปลงของร่างกายมากเกินไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชายที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่ม เครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ รวมทั้งมลพิษต่างๆ ในสภาวะแวดล้อมที่คุณต้องเผชิญ อาหารเสริมที่มีความจำเป็น ในการใช้เพื่อต่อต้าน สารอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินอี วิตามินซี และซีลีเนียม

        นอกจากนี้ผลการวิจัยจากหลายสถาบันยังกล่าวด้วยว่า ผู้ชายที่กินซีลีเนียมวันละ 200 มิลลิกรัมเป็นประจำ มีโอกาสเสียชีวิต ด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ลำไส้ ปอด รวมทั้งมะเร็งอื่นๆ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กินซีลีเนียมเป็นประจำกว่าร้อยละ 50



มะเร็งเต้านม...ผู้ชายก็เป็นได้!

~มะเร็งเต้านมผู้ชายก็เป็นได้~



อาการของมะเร็งเต้านมชาย

         โรคนี้ทำให้ระดับฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) สูงขึ้น ระดับฮอร์โมนเพศชาย (Androgens) ต่ำลงทำให้มีลักษณะเพศหญิงปนเข้าไป เช่น เต้านมใหญ่ ฯลฯ เป็นหมันจากการไม่มีตัวอสุจิ หรือมีตัวอสุจิน้อยมาก ดังนั้นถ้าใครเข้าข่าย อย่าอาย ควรรีบเข้าตรวจสุขภาพเต้านมโดยละเอียด 

         มะเร็งเป็นโรคที่กำจัดได้ ถ้าตรวจพบในระยะแรก ๆ ผู้ชายที่เป็นมะเร็งเต้านมมีอายุเฉลี่ยมากกว่าผู้หญิง 7-8 ปี เมื่อรวมกับการพบโรคที่ มักจะมาช้าทำให้โอกาสเสียชีวิตจากโรคมากกว่าผู้หญิง เพราะการผ่าตัดจะยิ่งทำได้ยากในอายุที่มากขึ้น อาการที่พบบ่อยที่สุดของมะเร็งเต้านมทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย คือ คลำแล้วพบก้อนเนื้อเป็นไต ส่วนใหญ่ไม่มีอาการเจ็บ


ปัจจัยความเสี่ยง

         อายุยิ่งมากยิ่งเสี่ยง มะเร็งเต้านมพบในผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชาย 100 เท่าก็จริง แต่ถ้าคุณสร้างปัจจัยเสี่ยงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็อาจตกเป็นหนึ่งในส่วนน้อยที่มีโรคร้าย และปัจจัยเสี่ยงมะเร็งเต้านมใน ผู้ชาย ได้แก่ อายุที่มากขึ้นโดยเฉพาะหนุ่ม ๆ ในช่วง 60-70 ปี

          กรรมพันธุ์เป็นสิ่งสำคัญ ในกลุ่มชายที่เป็นมะเร็งเต้านมพบว่ามีมากถึง 20% ที่เป็นโรคจากการมีบุคคลในครอบครัวทั้งฝ่ายชาย หรือฝ่ายหญิงที่มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม

           สาเหตุอื่น ๆ ที่ควรระวัง นอกจากนี้ มะเร็งเต้านมยังอาจเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุย่อย อาทิ เคยมีประวัติฉายแสงบริเวณส่วนอก เช่น เป็นมะเร็งอย่างอื่นมาก่อน ฯลฯ มี DNA ผิดปกติ เช่น มียีนส์มะเร็ง BRCA1, BRCA2 ฯลฯซึ่งพบบ่อยในคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งก่อน 60 ปีตับมีปัญหา เช่น ตับแข็ง ฯลฯ ทำให้ระดับฮอร์โมนเพศหญิงเพิ่มขึ้น และเสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้น ได้รับฮอร์โมนเพศหญิง เช่นหลังแปลงเพศ หรือตัดอัณฑะ น้ำหนักเกินหรืออ้วนทำให้เนื้อเยื่อไขมันมีมากขึ้น และทำงานโดยเปลี่ยนฮอร์โมนเพศชายให้กลายเป็นฮอร์โมนเพศหญิงเพิ่มขึ้น ดื่มแอลกอฮอล์หนัก

คุณกำลังเป็นมะเร็งเต้านมหรือเปล่า

         อาการที่พบบ่อย ของมะเร็งเต้านมผู้ชาย ได้แก่ มีก้อนของเหลวออกจากหัวนม หัวนมหรือเต้านมแดง หัวนมหรือผิวหนังยุบ บุ๋มเข้าไปด้านใน 

         วิธีตรวจคัดกรองที่ดีคือตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือนหลังอายุ 40 ปี และสังเกตอาการต่อไปนี้ มีของเหลวออกจากหัวนม ที่พบบ่อยคือ เป็นน้ำปนเลือด คลำได้ก้อนที่เต้านมหรือเต้านมบวม หัวนมผลุบเข้า หรือบุ๋มเข้าใน เต้านมหรือหัวนมแดง หรือมีขุยขรุขระบนหัวนม ถ้ามีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมากกว่าควรรีบปรึกษาหมอใกล้บ้าน

        ปัจจุบันโรคมะเร็งเต้านมในผู้ชายพบมากขึ้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่ล้วนมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีคือ การหมั่นสำรวจความผิดปกติของเต้านม และลดปัจจัยเสี่ยงด้วยการออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำระวังอย่าให้น้ำหนักเกิน หรืออ้วน และไม่ดื่มหนัก